สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเริงร่า เมื่อโลกร้อนขึ้น

เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเริงร่า  เมื่อโลกร้อนขึ้น

เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเริงร่า  เมื่อโลกร้อนขึ้น

                 ภาวะโลกร้อนเอื้อให้เกิดการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของโรคแมลง อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้แมลงหลายชนิดมีระยะฟักตัวและวงจรชีวิตสั้นลง ทำให้สามารถเจริญเติบโต และแพร่พันธุ์ได้อย่างมหาศาลในเวลาอันรวดเร็ว

เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ศัตรูตัวฉกาจของชาวนาไทย

                 เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (Brown planthopper)เป็นแมลงศัตรูข้าวหมายเลขหนึ่งของชาวนาไทย ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลทำลายต้นข้าวโดยการสอดแทรกส่วนปากที่ใช้ดูดเข้าไปในเนื้อเยื่อต้นข้าว และดูดกินน้ำเลี้ยงจากเซลล์ท่ออาหารของต้นข้าวบริเวณโคนต้นเหนือระดับน้ำเพียงเล็กน้อย เมื่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจำนวนมาก ดูดกินน้ำเลี้ยงต้นข้าว จะทำให้ต้นข้าวใบเหลืองแห้ง มีลักษณะคล้ายถูกน้ำร้อนลวกเกิดขึ้นทั้งกอ หรือแห้งเป็นหย่อมๆในแปลงนา การทำลายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงแก่ต้นข้าว ทำให้ต้นข้าวเหี่ยว เกิดอาการที่เรียกว่า "hopperburn" อีกทั้งเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลยังเป็นพาหะนำโรคเขียวเตี้ยและโรคใบหงิกจากเชื้อไวรัสมาสู่ต้นข้าวอีกด้วย ทำให้ผลผลิตข้าวเสียหายอย่างหนักเมื่อเกิดการระบาดในแต่ละครั้ง

เพลี้ยมโหฬาร เมื่อโลกร้อนขึ้น

                 โดยปกติการเจริญเติบโตของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ในระยะไข่ใช้เวลา 7 วัน ฟักเป็นตัวอ่อน โดยตัวอ่อนจะใช้เวลา 16 วันในการลอกคราบเพื่อเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัย ตัวเต็มวัยเพศเมีย 1 ตัว สามารถวางไข่ได้ครั้งละ 100-300 ฟอง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสามารถเติบโตและแพร่พันธุ์ได้ 3 รุ่นต่อการทำนาหนึ่งรอบ แต่เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ระยะไข่จะใช้เวลาเพียง 3 วัน ก็จะฟักเป็นตัวอ่อนและตัวอ่อนจะใช้เวลาเพียง 12 วัน ในการเติบโตเป็นตัวเต็มวัย ดังนั้นในการทำนาหนึ่งรอบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจึงสามารถเติบโตและแพร่พันธุ์เพิ่มขึ้นได้ถึง 5 รุ่นด้วยกัน

ภาวะปกติ เจริญเติบโต 3 รุ่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเพศเมีย 1 ตัว สามารถวางไข่ได้ถึง 8 ล้านฟอง ต่อการทำนา 1 รอบ

ภาวะโลกร้อน เจริญเติบโต 5 รุ่น เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเพศเมีย 1 ตัว สามารถวางไข่ได้เพิ่มขึ้นถึง 320,000 ล้านฟอง ต่อการทำนา 1 รอบ

การอัดปุ๋ยเคมี ยิ่งเร่งให้ประชากรเพลี้ยเบ่งบาน เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นแมลงศัตรูข้าวที่สร้างความเสียหายให้แก่ชาวนาไทยเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะนาในเขตพื้นที่ภาคกลางที่มีการทำนาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ทำให้เพลี้ยมีแหล่งอาหารตลอด จึงสามารถเจริญเติบโตและแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว หากปีใดเกิดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ผลผลิตข้าวของชาวนาจะเสียหายอย่างหนักเพียงชั่วข้ามคืน

มีผลการศึกษาพบว่า การเจริญเติบโตของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสัมพันธ์กับการใช้ปุ๋ยเคมี โดยเฉพาะปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง พื้นที่ที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีมากมาเป็นระยะเวลายาวนานจะก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้เป็นอย่างดี

ต้นข้าวที่มีไนโตรเจนสูง (ใส่ปุ๋ยเคมีมาก)เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจะอยู่รอดได้ดีกว่า และจะแพร่ขยายพันธุ์ได้มากกว่า โดยตัวอ่อนของเพลี้ยสามารถเอาตัวรอดได้มากขึ้นและมีวงจรชีวิตสั้นลง ขณะที่ตัวเต็มวัยเพศเมียจะตัวใหญ่ วางไข่มากขึ้น และมีชีวิตยาวนานขึ้น ไนโตรเจนในต้นข้าวช่วยเพิ่มความทนทานต่อสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมให้กับเพลี้ยได้เป็นอย่างดี โดยผ่านการปรับเปลี่ยนทางนิเวศและชีววิทยาในตัวเพลี้ยเอง โดยเฉพาะทนทานต่อการขาดแคลนอาหารได้นานขึ้น ทำให้สามารถอพยพไปหาแหล่งอาหารใหม่ๆได้ไกลมากขึ้น การใช้ปุ๋ยเคมีจึงเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล อย่างกว้างขวาง ขณะเดียวกันการใช้ยาฆ่าแมลงในการกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลก็ทำให้ตัวอ่อนเพลี้ยดื้อยามากยิ่งขึ้นไปอีกด้วย

หากเราทดลองคำนวณว่า ถ้ามีปริมาณไนโตรเจนในต้นข้าวประมาณ 1.6% เพลี้ยจะวางไข่ได้ประมาณ 210 ฟองที่อุณหภูมิ 28 องศาเซลเซียส และจะวางไข่ได้เพียง 80 ฟองเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นเป็น 38 องศาเซลเซียส

โดยที่เปอร์เซ็นต์การฟักไข่ของเพลี้ยก็จะน้อยลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นเกินกว่าระดับที่เหมาะสม แต่ถ้าปริมาณไนโตรเจนในต้นข้าวเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า หรือ 3.2% เพลี้ยจะวางไข่ได้เพิ่มขึ้นถึง 400 ฟองที่อุณหภูมิ 28 องศาเซลเซียส และวางไข่ได้ประมาณ 200 ฟองที่อุณหภูมิ 38 องศาเซลเซียส ยิ่งปริมาณไนโตรเจนในต้นข้าวมากขึ้นเพียงใด เปอร์เซ็นต์การฟักไข่ของเพลี้ยก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น

ที่มา :หนังสือเกษตรยั่งยืน ความหวังสร้างโลกเย็น (พุทธิณา นันทะวรการ,จตุพร เทียรมา)

view